การประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ เริ่มจากครั้งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยังเป็นวิทยาลัยครู สังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ โดยอธิบดีกรมการฝึกหัดครู ได้จัดให้มีการประชุมหัวหน้าส่วนราชการในกรม
ได้แก่ ผู้อำนวยการกองต่าง ๆ กับหัวหน้าสถานศึกษาในสังกัด ได้แก่ อธิการวิทยาลัยครู 36 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการประชุมชี้แจงข้อราชการ การถ่ายทอดนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ นำไปสู่แนวทางปฏิบัติ และการขอความเห็นเพื่อพัฒนาการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาทั้งในสถานศึกษาที่สังกัด ทั้งนี้ ในการประชุม เป็นการประชุมประจำเดือนของส่วนราชการในกรมฯ ซึ่งในการประชุมดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้อธิการวิทยาลัยครู ได้ร่วมคิดและร่วมพัฒนาการบริหารวิทยาลัยครู
โดยเฉพาะในช่วงหลังจากปี พ.ศ.2516 วิทยาลัยครู จำเป็นต้องปรับตัว และพัฒนาเป็นอย่างมากจากพันธกิจที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ.2518 ทำให้การบริหารงานของวิทยาลัยครู มีความซับซ้อนขึ้น รวมทั้งมีปัญหาหลายประการที่ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา อาทิ ความไม่เข้าใจปัญหาการบริหารงานวิทยาลัยครูของหัวหน้าส่วนราชการในกรมการฝึกหัดครู การต้องเร่งทำความเข้าใจบทบาท ภาระหน้าที่ของวิทยาลัยครู การต้องรับนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งที่ยังมีความขาดแคลนบุคลากร วัสดุ ครุภัณฑ์และอาคารสถานที่ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาความรับผิดชอบต่อพื้นที่บริการของวิทยาลัยครู ซึ่งต้องดูแลจำนวน 2 - 3 จังหวัด ต่อ 1 แห่ง(ยกเว้นใน กทม.) รวมทั้งความไม่คล่องตัวของการบริหารงบประมาณ และบุคลากร เป็นต้น ทำให้ต้องเชิญอธิการวิทยาลัยครูมาประชุมเพื่อหาข้อยุติร่วมกันในบางเรื่อง ก่อนการประชุมหัวหน้าส่วนราชการกรมการฝึกหัดครู เพื่อมีผลทำให้เมื่อเข้าประชุมหัวหน้าส่วนราชการในกรมการฝึกหัดครูแล้ว อธิการวิทยาลัยครูจะได้แสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกัน และนำมติบางเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาการฝึกหัดครู ซึ่งมีผู้แทนอธิการวิทยาลัยครูเป็นกรรมการอยู่ด้วย
ในปี พ.ศ.2529 อธิการวิทยาลัยครูทุกแห่ง ได้ร่วมกันคิดให้การประชุมดังกล่าวของอธิการวิทยาลัยครูเป็นการประชุมถาวร จึงดำริร่วมกันที่จะเลือกประธานการประชุม รองประธานและเลขานุการ โดยเรียกการรวมตัวของอธิการวิทยาลัยครูว่า “ชมรมอธิการ” มี รศ.สุรพันธ์ ยันต์ทอง อธิการวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นประธานชมรมท่านแรก โดยกำหนดวาระประธานชมรมอธิการ คราวละ 1 ปี เมื่อครบวาระที่ 1 แล้ว ที่ประชุมมีมติเลือก รศ.ลำพอง บุญช่วย อธิการวิทยาลัยครูสวนดุสิต เป็นประธานชมรมฯ และเป็นประธานชมรมฯ ต่อเนื่องมาจน รศ.ลำพอง บุญช่วย เกษียณอายุราชการ ในขณะดำรงตำแหน่งอธิการวิทยาลัยครูสวนดุสิต (ปี พ.ศ. 2536) การประชุมของชมรมอธิการวิทยาลัยครูยังดำเนินเรื่อยมาและเป็นไปด้วยความสม่ำเสมอ พร้อมเพรียง เป็นมิตร รวมทั้งได้ร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ของวิทยาลัยครู เป็นการสร้างความคุ้นเคยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผลักดันนโยบายสำคัญที่เป็นการพัฒนาวิทยาลัยครู การกำหนดสถานที่ประชุม จะกำหนดเป็นสถานที่ที่ประธานดำตำแหน่งเป็นอธิการวิทยาลัยครู ถ้าหากมีการกำหนดให้ประชุมในวิทยาลัยครูในต่างจังหวัด ก็ถือโอกาสเป็นการไปเยี่ยมวิทยาลัยครูต่าง ๆ บ้างเป็นครั้งคราว หรือบางครั้งก็กำหนดให้มีการประชุมในสถานที่เดียวกันกับการประชุมหัวหน้าส่วนราชการของกรมการฝึกหัดครู ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมประธานชมรมอธิการวิทยาลัยครู ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ผลการประชุมต่อสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเสมอมา
ในช่วงที่มีการเปลี่ยนสถานะของ วิทยาลัยครู ซึ่งในขณะนั้น มีการผลิตบัณฑิตหลากหลายสาขา (มิใช่ผลิตแต่บัณฑิตสาขาวิชาชีพครูอย่างเดียว) โดยเปลี่ยนชื่อเป็น สถาบันราชภัฏ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “สถาบันราชภัฏ” แทนชื่อ “วิทยาลัยครู” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 เมื่อ พ.ร.บ.สถาบันราชภัฏ พ.ศ.2538 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2538 ทำให้กรมการฝึกหัดครูถูกยุบเลิกไป โดยเปลี่ยนเป็น “สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ”และ จึงทำให้ไม่มีการประชุมของหัวหน้าส่วนราชการของกรมการฝึกหัดครูอีกต่อไป แต่สำหรับการประชุม “อธิการบดีสถาบันราชภัฏ” ยังคงดำเนินต่อไปเป็นประจำในทุกเดือน โดยเปลี่ยนแปลงการบริหารงานประชุมไปจาก”ชมรมอธิการ” เป็น “เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ” ซึ่งจะดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ทำหน้าที่เป็นกองเลขานุการของการประชุม โดยเลขาธิการที่ประชุมท่านแรก คือ ผศ.ดร.ปรางศรี พณิชยกุล อธิการบดีสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา (พ.ศ. 2539 - 2543) การจัดประชุมได้หมุนเวียนสถาบันราชภัฏกันเป็นเจ้าภาพทั้งในกรุงเทพฯ และในส่วนภูมิภาค หากไปประชุมในสถาบันราชภัฏแห่งใด อธิการบดีสถาบันราชภัฏนั้นก็จะเป็นประธานการประชุม ส่วนเลขาธิการที่ประชุมฯ ก็จะทำหน้าที่กองเลขานุการของที่ประชุมในทุกครั้งของการจัดประชุม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ประธานที่ประชุมและเลขาธิการที่ประชุม ก็จะร่วมกันแถลงข่าวทันที สำหรับเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ ท่านต่อมาคือ รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีสถาบันราชภัฏสวนดุสิต (พ.ศ. 2543 – 2546) และ รศ.เทื้อน ทองแก้ว อธิการบดีสถาบันราชภัฏจันทรเกษม (พ.ศ.2546 – 2547) คือ เลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ ท่านสุดท้ายภายใต้ชื่อ สถาบันราชภัฏ
เมื่อ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2547 “ที่ประชุมอธิการบดีสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ” ได้มีการเปลี่ยนสถานะอีกครั้งหนึ่ง เป็น “ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อผนึกกำลังกันทำภาระหน้าที่ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นถูกระบุไว้ในมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง คณะกรรมการร่วมกันจากทุกมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2548 กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมกันจากทุกมหาวิทยาลัย โดยมีอธิการบดีเป็นกรรมการให้มีการเลือกประธานรองประธาน และให้ประธานแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยเป็นเลขานุการ ประธาน และรองประธาน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี มีการเลือกประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ จะเป็นผู้เลือกประธานและรองประธาน
ในการประชุมอธิการตั้งแต่ครั้งเริ่มตั้ง “ชมรมอธิการ” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของผู้บริหารสูงสุดของวิทยาลัยครูเป็นการเฉพาะ จนต่อมาเป็น “ที่ประชุมอธิการบดีสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ” ถือเป็นการรวมตัวกันโดยยังไม่มีระเบียบกฎหมายรองรับ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนมาเป็น “ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ” จึงนับว่าที่เป็นการประชุมที่มีประกาศรองรับเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา
โดยมีจำนวนมหาวิทยาลัยเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 41 แห่ง ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2568) ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวนทั้งสิ้น 38 แห่ง โดยมี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม และ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ
“มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นสถาบันที่ผลิตบัณฑิต ที่มีอัตลักษณ์ มีคุณภาพ มีสมรรถนะและเป็นสถาบันหลักที่บูรณาการองค์ความรู้สู่นวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ”
กำหนดเป้าหมาย ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา
กำหนดเป้าหมาย ได้แก่ การผลิตครูระบบปิด/เปิด พัฒนาศักยภาพครู และพัฒนานวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครู
กำหนดเป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ พัฒนาอาจารย์และคุณภาพบัณฑิต
กำหนดเป้าหมาย ได้แก่ แบ่งพื้นที่รับผิดชอบในการพัฒนาท้องถิ่นลดความซ้ำซ้อน พัฒนาระบบฐานข้อมูลและใช้ทรัพยากรร่วมกัน พัฒนาเครือข่าย และจัดระบบงานสู่ความเป็นเลิศและเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาล
บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือตลอดไป นับตั้งแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้
การเรียน การสอนและการวัดผลให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบันให้ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สังคม และประเทศ
เพื่อให้เกิดการสร้างความรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรภายในสถาบันอุดมศึกษาสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง
โดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและของชาติ รวมทั้งมุ่งเน้นการเรียนการสอน และกิจกรรมของผู้เรียนให้มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และบูรณาการการทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
โดยสนับสนุนให้บุคลากร นิสิต นักศึกษานำความรู้ การวิจัยและนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อพัฒนาชุมชน สังคมและท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้การพัฒนา soft skills ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม เพื่อสร้างให้บัณฑิตมีคุณลักษณะ 4 ประการ คือ (1) มีทัศนคติที่ดีและถูกต้อง (2) มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง (3) มีอาชีพ มีงานทำ และ (4) มีความเป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย
มหาวิทยาลัยและองค์กร ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการตรวจสอบก่อนเริ่มการศึกษาวิจัย ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของการศึกษาวิจัย และการเผยแพร่ผลการวิจัยและนวัตกรรมสู่หน่วยงานภายนอก ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และชุมชน สังคม และในระดับประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของชุมชน สังคม และท้องถิ่น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาของชุมชน สังคมและท้องถิ่นในประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรมตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำไปสู่ความเจริญงอกงามทางวิชาการ ตลอดจนสอดคล้องกับแนวทางที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกำหนด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และคุ้มค่าในด้านการใช้ทรัพยากร
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระโปรดเกล้าพระราชทานตราสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 ประกอบด้วยสีต่าง ๆ ดังนี้